บทที่ 6 พระเอกขี้เล่น

บทที่ 6

ตอน พระเอกขี้เล่น

เช้าวันต่อมา

เพื่อสนองให้กับความเรื่องมากของเจ้านาย ขวัญฤดีตื่นมาชงกาแฟตั้งแต่เช้า แถมยังชงสองแก้ว แก้วหนึ่งหวาน อีกแก้วหนึ่งไม่หวาน พร้อมทั้งจัดเสื้อผ้าให้เขาสามสไตล์ด้วยกัน สไตล์สบายๆ สไตล์วินเทจ และก็ชุดสูทสไตล์ผู้บริหาร

เนื่องจากเธอไม่สามารถเอาแน่เอานอนกับคนๆ นี้ได้ เพราะฉะนั้นจึงต้องเยอะไว้ก่อน

“มอนิ่ง เช้านี้มีอะไรกิน”

คนที่กำลังง่วนอยู่กับการปิ้งขนมปัง หันไปมองทางต้นเสียง

“ว้าย!”

ร่างบางถึงกับร้องกรี๊ดทันใด เหตุเพราะพ่อดาราดังนุ่งผ้าขนหนูผืนน้อยออกมาจากห้องนอน

“ตกใจอะไรนักหนา ยังกับไม่เคยเห็น”

ขวัญฤดีอดชื่นชมกับความบึกบึนสมชายชาตรีนั้นไม่ได้ แต่อีกใจหนึ่งก็ยังขวัญเสียไม่หาย เธอเคยเห็นมันมาแล้วที่งานถ่ายโฆษณาเมื่อวันก่อน

ทว่า...ตอนนั้นยังมีเสื้อผ้าปกปิดบ้างเล็กน้อย ต่างจากวันนี้ที่เขานุ่งแค่ผ้าขนหนูผืนเดียว แถมยังอยู่ด้วยกันสองต่อสอง

‘นี่นายไม่เห็นฉันเป็นผู้หญิงเลยหรือไงกัน!’ เธอบ่นพึมพำในใจ พร้อมทั้งเอามือมาปิดตา กลัวว่าตนเองจะเผลอแสดงความบ้ากามไปให้เจ้านายเห็น

“ไปอาบน้ำซิคะ มันทุเรศนะ”

“ฮ่าๆ ยายเด็กซิงเอ๋ย...”

พอเห็นท่าทางเขินอายจนเงยหน้าขึ้นมาไม่ได้ของหญิงสาว มันก็สร้างเสียงหัวเราะให้ดาราหนุ่มเป็นอย่างมาก เธอไร้เดียงสาเสียจนเขาต้องยอมถอยทัพกลับไป

‘ฉันต้องหัวใจวายสักวัน เพราะอีตาบ้านี่แน่ๆ‘

สาวเจ้าคิดในใจ พร้อมทั้งเอามือทาบที่หน้าอก ถึงแม้จะชื่นชอบซิกแพคผู้ชาย แต่หญิงสาวไม่คิดว่าเขาจะประเจิดประเจ้อมากขนาดนี้

เวลาต่อมา

“กองละครจะถ่ายทำกันที่ ห้าง we นะคะ วันนี้คุณมีถ่ายฉากเดียว คือฉากที่พระเอกเข้าใจผิดว่านางเอกมีชู้ หลังจากถ่ายละครเสร็จแล้ว คุณต้องไปออกงานอีเว้นที่ห้าง bbb ในเวลาหกโมงเย็นค่ะ งานน่าจะเลิกช่วงดึกๆ

อ้อ...ส่วนวันพรุ่งนี้ เราต้องไปค้างที่เกาะสมุยกันสามวัน เพราะว่าคุณต้องถ่ายฉากตอนที่พระเอก เอ่อ...พานางเอกไปทารุณที่บ้านพักอากาศ ต่อเนื่องจากฉากที่เข้าใจนางเอกผิด

รวมๆ แล้ว สัปดาห์นี้ถ่ายละครเรื่องวิวาห์ไร้รักทั้งสัปดาห์เลยค่ะ ส่วนเรื่องคุณหมอร่ายรัก สัปดาห์หน้าคุณก็ต้องถ่ายละครเรื่องนั้นทั้งสัปดาห์ สรุปคิวถ่ายละครของคุณเป็นแบบนี้นะคะ”

เมื่ออธิบายเสร็จก็ดื่มน้ำ ปกติเธอไม่ใช่คนพูดมาก พอมาอธิบายนู่นนี่นั่นให้ภูบดีฟัง ก็ต้องคอแห้งและเมื่อยเป็นธรรมดา

“โอเค เข้าใจแล้ว สงสัยจะพูดคนเดียวจนชินสินะ พูดมาซะคล่อง”

หญิงสาวอุส่าห์เตรียมตัวมาดี แต่ก็ยังโดนเขากวนประสาทเช่นเคย

“คงจะอย่างนั้นมั้งคะ รีบทานเถอะค่ะ จะได้รีบไป”

เธอทำเป็นไม่สนใจดาราจอมประเจิดประเจ้อ ก่อนจะรีบทานอาหารเช้าตรงหน้า

“ยายไม่สวย ยายบ้า ยายแก่ ยายป้า ยายลูกหมา ลูกแรด ลูกเห็บ....”

เมื่อเห็นอีกฝ่ายทำตัวเป็นทองไม่รู้ร้อน กระบวนการปั่นประสาทจึงได้เริ่มขึ้น

“ไอ้ดาราปากหมา!”

ผู้ถูกก่อกวนสุดจนทนตอบกลับไปได้ร้ายแรงที่สุดเท่าที่เคยพูดมา จากนั้นจึงยัดไส้กรอกชิ้นใหญ่ใส่ปากคนที่กำลังอ้าปากกว้างด้วยความอึ้งทึ้ง และไม่คาดฝันว่ายายป้าของตนจะตอบกลับได้ร้ายแรงกว่าที่คิด

“คนบ้าอะไร นิสัยเสียสุดๆ ฉันสาบานเลยว่าไม่เคยปรี๊ดแตกขนาดนี้ เรียกว่าป้าฉันยังพอทน แต่มาเปลี่ยนชื่อฉันเล่นแบบนี้ ฉันไม่ตลกด้วยเลยนะ ชื่อของฉันพ่อแม่ตั้งให้ด้วยความรัก แต่นายเอามันมาล้อเล่น นิสัยแบบนี้ไง ถึงไม่มีใครมาสมัครเป็นผู้จัดการของนาย นอกจากฉัน!” ขวัญฤดีปรี๊ดแตกของจริง

หญิงสาวเดินเข้าไปหลบในห้องเพื่อทำใจให้เย็นลง เธอพยายามอย่างยิ่งที่จะสงบสติอารมณ์

“1 2 3 แยกแยะระหว่างเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวนะลูกขวัญ”

ก่อนจะนับเลข 1-10 เพื่อทำให้ตนเองเย็นใจลง

ทางด้าน ภูบดี

“เราพูดเกินไปป่ะวะ ควรไปขอโทษมั้ย”

เขาพูดพร้อมกับเดินไปมา เขาทำเกินไปจริงๆ เล่นจนเธอโกรธ พอเห็นว่าอีกฝ่ายนิ่งเฉย เขาก็ยิ่งเล่นใหญ่

‘ควรจะไปขอโทษสินะ เล่นเยอะขนาดนี้ เราผิดเต็มๆ’

จากนั้นเขาจึงรวบรวมความกล้าเคาะประตูห้องด้วยความรู้สึกผิด

“ลูกขวัญ ฉันขอโทษๆ” ชายหนุ่มพูดขอโทษรัวๆ จนทำให้คนที่อยู่ข้างในเริ่มรำคาญ

“หยุดพูดและก็เงียบซะ ไปเตรียมตัวค่ะ เราจะไปกันแล้ว”

เธอตัดเรื่องส่วนตัวออกไปอย่างมืออาชีพ พร้อมทั้งเดินตัดหน้าเขาไปด้วยท่าทีเรียบเฉย สาวน้อยยังไม่หายโกรธ รวมทั้งยังไม่ค่อยอยากจะเสวนากันชายคนนี้เสียเท่าไหร่

“หายโกรธนะ”

ขณะที่เดินออกจากห้อง ภูบดีผู้ที่สำนึกผิดต่อสิ่งที่ทำ ยังคงอ้อนวอนให้อีกฝ่ายให้อภัย ราวกับว่าเขาเป็นเด็กน้อย ที่กำลังอ้อนขอของเล่นจากผู้ใหญ่

ขวัญฤดียังคงทำเป็นไม่สนใจ ก่อนจะเดินออกจากห้องไปก่อนเขา ภูบดีรู้สึกไม่สบายทุกครั้งเวลาโดนโกรธ เพราะถึงแม้ตนเองจะนิสัยไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่ แต่ก็เข้าใจความรู้สึกของฝ่ายที่กำลังโกรธดี

ดังนั้นวันนี้เขาต้องทำให้อีกฝ่ายหายงอนให้ได้!

ณ ห้าง  we       

“คัท! ดีมาก เลิกกองได้ ดีมากครับคุณภู ทุกคนทำดีมาก”

ภูบดีได้รับคำชมอีกตามเคย เขายังคงฉายาภูบดีเทคเดียวจบเหมือนเดิม  ส่วนทางด้านขวัญฤดี หญิงสาวกำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่เพลินๆ และหลังจากที่ถ่ายละครเสร็จก็ได้เวลากลับ

“กลับกันเถอะค่ะ”

“เดี๋ยวก่อนสิ เดินเล่นก่อน มีอีเว้นท์อีกทีก็เย็น” เขายังคงไม่ล้มเลิกความพยายาม ชายหนุ่มจะง้อจนกว่าแม่สาวใจแข็งคนนี้จะให้อภัย

ปกติผู้หญิงทุกคน ถ้าหากได้เห็นแววตาเศร้าๆ น้ำเสียงสำนึกผิดของเขา พวกเธอก็จะรีบให้อภัยอย่างเร็ว ทว่ากับยายลูกขวัญคนนี้ เขาพูดจนปากจะฉีกถึงรูหูแล้วยังใจแข็งได้ลง

“งั้นก็แล้วแต่ค่ะ ส่วนฉันขอนั่งอ่านหนังสืออยู่แถวนี้ ถ้าเสร็จแล้ว ค่อยโทรมานะคะ” เธอบอก แล้วทำท่าจะเดินไปหาที่นั่ง

“ไปดูหนังกันนะลูกขวัญ”

“อย่าพูดอะไรแบบนี้สิคะ คุณเป็นดารา ถ้าถอดหน้ากากอนามัยนี่ออก ก็เป็นข่าวได้แล้ว”

“ในโรงหนังมันมืดจะตาย ไม่มีใครเห็นหรอก เดี๋ยวฉันจองห้องวีไอพีก็ได้”

สาวน้อยทำท่าทางคิดหนัก ตอนที่มาถึงห้างแห้งนี้ มีหนังรักโรแมนติกเรื่องหนึ่งที่เธออยากดูมาก ทว่าในใจก็ยังคงโกรธเขาอยู่

“เงียบแสดงว่าโอเคใช่มั้ย งั้นไปกันเลย...” ภูบดีถือวิสาสะลากขวัญฤดีมายังชั้นโรงภาพยนตร์ โดยไม่ฟังเสียงปฏิเสธของหล่อน

ระหว่างที่ทั้งสองกำลังชมภาพยนตร์

ฉากจูบเร่าร้อนของพระเอกและนางเอกในเรื่องทำเอาหญิงสาวเขินจนหน้าแดง แตกต่างกับอีกคนที่กำลังคุยโวว่าตนเองจูบได้ดีกว่านั้น

“โถ่...ฉันจูบได้ดีกว่าเจ้าหมอนี่อีก เธอรู้หรือเปล่าว่ามีนางเอกละครหลายคนเลยนะ ที่อนุญาตให้ฉันเล่นจริง ยายลูกขวัญ!”

“อะไรคะ”

“เธอเคยโดนจูบมั้ย...”

นึกหมั่นไส้สาวน้อยเบาๆ ที่ไม่ยอมฟังตนเอง เลยยิงคำถามสุดแสนสยิวใส่ เพื่อให้เด็กสาวหันมาสนใจ

‘ถามเรื่องธรรมดาๆ คงไม่โกรธหรอกมั้ง ไม่ได้ล้อชื่อสักหน่อย’ เขาคิด

“ก็ มะ...ไม่เคย”

“ให้ฉันสอนให้มั้ย ฮ่าๆ ล้อเล่น ดูหนังต่อเถอะ”

“เอ่อ...ค่ะ”

‘ถ้าเธออยากให้ฉันสอน ฉันก็ยินดีนะ’ ปากพูดว่าล้อเล่น ทว่าในใจก็แอบคิกอกุศลอีกตามเคย

ปากของเธอสวยมาก แถมยังเป็นสีชมพูโดยธรรมชาติ ถ้าหากเธอโกหกว่าไม่เคย ชายหนุ่มก็จะเชื่อ มันสวยเสียจนเขานั่งจ้องอยู่นานสองนาน

‘คิดอะไรวะไอ้บ้าภู เดี๋ยวเธอก็โกรธหรอก เลิกจ้องได้แล้ว’

เวลาต่อมา

ภูบดีไม่ลืมที่จะสวมแว่นตากรอบหนา ใส่หมวกและหน้ากากอนามัยออกมาจากโรงหนัง ระหว่างที่กำลังเดินนั้น เขาก็ยังคงตามขอคำว่า ‘ให้อภัย’ จากขวัญฤดี

“ขอโทษนะ ให้อภัยฉันเถอะ หนังสนุกมั้ย”

“ยังไม่หายค่ะ สนุกมากค่ะ ฉันอยากดูหนังเรื่องนี้อยู่พอดี ฉันยอมรับคำขอโทษก็ได้ค่ะ”

“ยังไม่หายก็ไม่เป็นไร แต่ฉันสัญญาว่าจะทำตัวดีๆ”

“เฮ้อ...คนเจ้าชู้อย่างคุณเนี่ยนะ เชื่อได้เหรอ คงจะให้สัญญากับใครเขาไปทั่วน่ะสิ”

“ฉันไม่ได้เจ้าชู้นะ แค่รักสนุกต่างหาก” เขาตอบหน้าระรื่นพร้อมทั้งฉวยโอกาสเดินจูงมือเด็กสาวหน้าตาเฉย

“อยู่กับเธอแล้วรู้สึกอบอุ่นดีจัง เรามาเป็นพี่น้องกันนะ”

“ค่ะๆ แล้วแต่คุณเลย”

ภูดีรู้สึกอบอุ่นจริงๆ เวลาที่อยู่กับเด็กสาว ถึงแม้จะรู้จักกันยังไม่ถึงสัปดาห์ ชายหนุ่มก็รู้สึกได้

“เธอจะเรียกฉันว่าพี่ก็ได้นะ”

“อย่าเลยค่ะ ฉันเป็นลูกจ้าง พูดแบบเดิมดีที่สุดแล้ว”

“เสื้อร้านนั้นน่ารัก ไปซื้อกันลูกขวัญ เดี๋ยวพี่ภูเลี้ยงเอง”

เนื่องจากใครๆ ก็รู้ว่าพ่อพระเอกคนนี้ อีโก้สูงจนน่ากลัว จะอ้อนและทำตัวน่ารักกับสาวสวย หรือไม่ก็คนที่ตนเองมีความรู้สึกดีๆ ด้วยเท่านั้น

“ช่างเป็นพี่ที่น่าชื่นชมเหลือเกินนะคะ ยัดเยียดของดีๆ ให้น้อง แล้วก็ให้น้องหิ้วจนแขนจะหักอยู่แล้ว ทำแบบนี้เพราะจะได้เล่นโทรศัพท์ถนัดสินะ”

“คุยงานต่างหาก อยากไปเที่ยวรีสอร์ทมั้ย รีสอรท์ของพี่”

“รีสอร์ทที่เกาะเสม็ดหรือคะ”

หญิงสาวพอจะรู้มาบ้างว่าเขามีรีสอร์ทอยู่ที่เกาะเสม็ด ซึ่งนั่นคือธุรกิจชิ้นแรกของภูบดี แถมยังรุ่งมากเสียด้วย มีลูกค้าเข้าไปใช้บริการที่นั้นแน่นมาก โดยเฉพาะลูกค้าที่เป็นผู้หญิง เนื่องจากภูบดีจะไปที่นั่นทุกเดือน ลูกค้าบางส่วนก็มาเพื่อเจอเขาทั้งนั้น

“ใช่ พี่ว่าจะไปสิ้นเดือนนี้ ไปด้วยกันนะ ถือว่าไปเที่ยว”

อาจเป็นเพราะท่าทางติ๋มๆ ไม่มีพิษมีภัย กิริยาน่ารักโดยธรรมชาติ ทำให้ภูบดีรู้สึกถูกชะตา จนอยากจะเป็นพี่น้องกันจริงๆ

แต่ทว่า...

“ฉันขอหยุดกลับบ้านไปหาคุณพ่อคุณแม่นะคะ”

“อะไรกันลูกขวัญ เธอยี่สิบเอ็ดแล้วนะ เรียนอีกปีก็จบแล้ว ชีวิตนี้เธอจะอยู่กับหนังสืออย่างเดียวเลยหรือไง หัดไปเที่ยวบ้างสิ ไปเปิดหูเปิดตา ไปหาความสุขแบบคนอื่นเขาบ้าง”

“แต่ฉันไม่อยากทำตัวเลอะเทอะถึงขั้นนั้น แม้ว่าเราจะไม่ได้มีอะไรกัน เป็นแค่ผู้จัดการและดารา แต่ว่าฉันก็รู้สึกไม่สนิทใจ ที่จะไปเที่ยวกับคุณนอกเวลางาน แล้วอีกอย่างนะ ฉันโกหกพ่อแม่มามากพอแล้วด้วย เจ๊เขาคงเล่าให้ฟังแล้วใช่มั้ย ฉันต้องโกหกพ่อแม่เพื่อมาทำงานกับคุณ”

ภูบดีถึงกับเงียบไปชั่วครู่ เขาเพิ่งรู้เรื่องที่เด็กสาวโกหกบิดามารดาเมื่อวานนี้เอง

“งั้นเอาแบบนี้ เราจะไปเล่าความจริงให้ท่านทั้งสองฟัง แล้วพี่ก็จะไปขออนุญาตท่านด้วย” คนเป็นพี่ชายบอก

“ไม่ได้นะ พ่อกับแม่หวงฉันมาก ถ้าท่านรู้เรื่อง ฉันโดนลงโทษแน่”

“ไม่เป็นไรหรอก ฉันเป็นผู้ใหญ่แล้วนะ เป็นทั้งดาราและนักธุรกิจ เชื่อสิพ่อกับแม่เธอต้องฟังฉัน เท่าที่อ่านข่าวมา คุณพ่อของเธอเป็นอาจารย์ที่ใจดีมาก แถมนักเรียนที่ติวกับท่าน ต่างก็รักท่านกันทุกคน ฉันเชื่อว่าท่านต้องฟังเหตุผลและยอมให้เธอทำงานนี้แน่”

“อย่าทำอะไรบ้าๆ นะ ฉันยังไม่อยากตาย ก็เพราะพ่อใจดีไง ฉันเลยไม่อยากทำให้ท่านผิดหวัง ปล่อยนะคุณภู คุณกำลังจะทำให้ทุกอย่างมันยุ่งยากนะ”

ดาราหนุ่มยัดร่างเล็กเข้าไปในรถโดยเร็ว ก่อนจะยิ้มแย้มให้กับความคิดดีๆ ที่เกิดขึ้น

เขาถอดเข็มขัดมัดมือทั้งสองข้างของขวัญฤดี พร้อมทั้งใช้ผ้าขนหนูผืนเล็กที่เอาไว้เช็ดเหงื่อหลังจากเล่นกีฬาผูกมัดปิดปากผู้จัดการสาวไว้ จนเธอไม่สามารถพูดอะไรได้อีก

บ้านของขวัญฤดี

บ้านหลังใหญ่ขนาดสองชั้นถูกตบแต่งไปด้วยต้นไม้ใหญ่ล้อมรอบ เขารู้สึกว่าบ้านหลังนี้น่าอยู่ ถึงแม้จะเล็กกว่าคฤหาสน์ของบิดาก็ตาม

“เรื่องแค่นี้เองลูก ทำไมไม่บอกพ่อกับแม่ตั้งแต่แรกล่ะ ทีหลังถ้ามีเรื่องอะไรไม่สบายใจ ก็ปรึกษาพ่อกับแม่ได้นะลูก อย่าเก็บไว้คนเดียว” บิดากอดปลอบลูกสาวที่ร้องไห้งอแง เพราะกลัวจะโดนดุ

“ขอบคุณนะคะคุณภู คุณเป็นพระเอกทั้งในจอและนอกจอจริงๆ ค่ะ”

ภูบดียิ้มไม่หุบกับคำชมของท่านทั้งสอง ถือว่าเขาคิดถูกมากที่ทำแบบนี้

“เธอเป็นเด็กน่ารักมากครับ ผมถูกชะตากับเธอมาก อาจารย์และคุณน้าอบรมณ์สั่งสอนเธอมาดีจริงๆ ครับ”

ขวัญฤดีรู้สึกโล่งใจเป็นที่สุด ที่ท่านทั้งสองอนุญาตให้เธอทำตามใจตนเอง แถมยังแอบขอบคุณภูบดีในใจ

ทางด้านภูบดี เมื่อเห็นภาพแสนอบอุ่นที่พ่อแม่ลูกโอบกอดกันมันทำให้เขารู้สึกหน่วงๆ อยู่ในใจ เพราะนี่คือสิ่งที่เขาโหยหามาตั้งแต่เด็ก

บทก่อนหน้า
บทถัดไป